แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัตว์มงคล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัตว์มงคล แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

สัตว์มงคลของจีน

จีนเป็นชาติที่มีอารยธรรมยาวนาน ประชากรมากและกระจายอยู่ทุกมุมโลก มีความสามารถในการค้าขาย สามารถขายของได้ทุกอย่าง และมีของมงคลที่นิยมนำมาบูชามากมาย ทั้งรูปสุตว์ รูปเทพและอื่นๆ ในบทความนี้จะแนะนำสัตว์มงคลที่คนจีนนิยมบูชา

มังกรหรือหลุง (Lung)
มังกร ราชาแห่งสรรพสัตว์ที่มีเกล็ดทั้งมวลในจักรวาล เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง ความดีงาม ความตั้งใจอุตสาหะพยายาม ความกล้าหาญและความอดทน มังกรคือจิตวิญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลง และการฟื้นฟูให้ดีขึ้น นอกจากนี้มังกรยังเป็นผู้นำฝนแห่งชีวิตมาให้ จึงนับได้ว่ามังกรเป็นตัวแทนของพลังแห่งผลิตผลตามธรรมชาติ
สำหรับชาวจีน มังกรหมายถึงความโชคดีทั้งหลายจึงทำให้ร้านอาหาร และร้านค้าใช้รูปมังกรเป็นสัญลักษณ์ของตน นอกจากนี้ชาวจีนยังยกให้มังกรเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจอันยิ่งใหญ่ แห่งองค์จักรพรรดิอีกด้วย ภายในท้องพระโรงใหญ่และพระราชวังแห่งนครต้องห้าม (The Forbidden City) ในเมืองปักกิ่งจะมีการตกแต่งประดับประดาไปด้วยมังกรนับพันๆ ตัวเกี่ยวกระหวัดอยู่ตามผนังห้อง เพดาน ประตู และพระราชบัลลังก์ขององค์จักรพรรดิ ภาพมังกรเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนเกิดปีระกาซึ่งเชื่อกันว่า แปลงร่างมาเป็นนกโฟนิกซ์ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันกับมังกร

นกโฟนิกซ์ หรือ เฟิงหวง (Feng Huang)
เป็นราชาแห่งสัตว์ปีกและเป็นนกที่งดงามที่สุดในจักรวาล เป็นสัญลักษณ์ของความอบอุ่นแห่งแสงตะวัน ฤดูร้อน และไฟ เชื่อกันว่านกโฟนิกซ์จะปรากฏกายเฉพาะช่วงที่เกิดความสงบสุข และความเจริญรุ่งเรืองเท่านั้น ตามตำราฮวงจุ้ย นกโฟนิกซ์เป็นตัวแทนของทิศใต้ และเชื่อกันว่าบ้านที่หันหน้าไปทางทิศใต้จะได้รับโชคดีเพราะทิศใต้หมายถึงฤดูร้อน ความอบอุ่น ชีวิต และระยะเวลาเก็บเกี่ยว
นอกจากนี้ยังมีความเชื่อที่ว่านกโฟนิกซ์เป็นนกที่มีอำนาจ ในการช่วยเหลือคู่สมรสที่ไม่มีบุตร เชื่อกันว่าหากนำรูปนกโฟนิกซ์และมังกรมาประดับในงานแต่งงานแล้ว จะช่วยให้บุตรที่เกิดมาแข็งแรงมีสุขภาพดี เพราะแสดงถึงการรวมตัวของสัตว์มงคลที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองชนิด

ม้ายูนิคอร์น หรือ ฉีหลิน (Chi Lin)
สัญลักษณ์ของความมีอายุยืน ความฉลาด ความสง่างาม ความร่าเริง และชื่อเสียง ชาวจีนเชื่อกันว่ายูนิคอร์นจะอยู่อย่างสันโดษ และจะปรากฏกายต่อเมื่อพระราชาผู้ทรงคุณธรรม ได้ขึ้นครองราชย์หรือมีนักปราชญ์ผู้ชาญฉลาดกำเนิดขึ้น การนำภาพหรือรูปปั้นของยูนิคอร์นมาตกแต่งบ้านจะทำให้คนในบ้าน มีความเมตตากรุณาและมีความเฉลียวฉลาดมากขึ้น
เต่าถือกันว่าเป็นสัตว์ที่นำมาบูชา เป็นสัญลักษณ์ของความมีอายุยืน ความแข็งแกร่ง ความอดทน นักฮวงจุ้ยเชื่อว่าการเลี้ยงเต่าเป็นๆ จะทำให้ได้กุศลผลบุญ และด้วยเหตุที่เต่าเป็นสัญลักษณ์ของการมีอายุยืนยาว ผู้ที่ปราถนาจะมีอายุยืนและสุขภาพแข็งแรงจึงนิยมเลี้ยงเต่ากันมาก



มังกร

มังกร

มังกร (อังกฤษ: dragon; จากละติน: draco)
เป็นสัตว์วิเศษที่รู้จักกันในวรรณคดีของจีนและตะวันตก แม้จะใช้คำว่ามังกร (dragon) เหมือนกัน แต่มังกรของจีนและตะวันตกนั้นสื่อถึงสัตว์ต่างชนิดกัน มังกรของจีนมีรูปร่างลักษณะจัดอยู่ในประเภทสัตว์เลื้อยคลานหรืองู ไม่มีปีก แต่สามารถบินไปในอากาศได้ ส่วนมังกรของตะวันตกจะมีขา มีปีกและสามารถพ่นไฟได้

ในตำนานยุโรป มังกรเป็นสัตว์อันตรายและน่าสะพรึงกลัวสำหรับมนุษย์ มังกรจึงเป็นศัตรูตัวฉกาจของเหล่าวีรบุรุษทั้งหลาย การฆ่ามังกรและขึ้นเถลิงราชย์เป็นกษัตริย์. มังกรจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ ทั้งที่มีตัวตนจริง ๆ และในตำนานต่าง ๆ เช่น กษัตริย์อาเธอร์ ซึ่งมีนามสกุลว่า Pendragon มีความหมายว่า 'ศีรษะของมังกร' หรือ 'หัวหน้ามังกร' และมงกุฎของกษัตริย์อาเธอร์ ก็เป็นรูปมังกร ส่วนในตำนานจีน มังกรเป็นสัตว์มงคลและมีสถานะเป็นเทพเจ้า เสื้อคลุมมังกร 5 เล็บเป็นเครื่องทรงของที่กษัตริย์สามารถใช้ได้เท่านั้น ส่วนเครื่องทรงที่มีรูปมังกร 4 เล็บจะเป็นชุดสำหรับขุนนาง และ 3 เล็บสำหรับประชาชนทั่วไป

เราพบมังกรได้ง่ายและบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นในตำนานของทางยุโรปหรือเอเชียก็ตาม เรียกว่าที่ใดมีอารยธรรมและตำนาน ที่นั่นก็ต้องมีมังกรเป็นของคู่กัน. มังกรนั้นมีรูปร่างและลักษณะหลายอย่าง แตกต่างไปตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น แต่โดยทั่ว ๆ ไปแล้วจะมีจุดเด่นคือ เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ ร่างกายใหญ่โต มีพละกำลังมาก บางครั้งอาจพ่นไฟได้ หรือมีอำนาจเวทมนตร์มหาศาล และที่สำคัญคือ บินได้ (อาจจะมีปีกหรือไม่มีก็ได้) โดยขนาดรูปร่างและสีนั้น ก็แตกต่างกันไป

อย่างไรก็ตาม มังกรที่พบในตำนานของทางยุโรปและของทางเอเชียนั้น ค่อนข้างจะแตกต่างกันในแง่สัญลักษณ์ โดยเฉพาะคติของจีนที่มักจะถือว่า มังกรนั้นคือเทพเจ้า และเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นมงคล รวมถึงเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิ (ซึ่งเป็นสมมติเทพ) แต่ทางยุโรปนั้นมักจะถือมังกรเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย (อันเป็นคติที่สืบทอดมาจากความหวาดกลัวงูของชาวยุโรป)