แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ค้ำคูณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ค้ำคูณ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

กวนอิม

กวนอิม




กวนอิม ตามสำเนียงฮกเกี้ยน หรือ กวนอิน ตามสำเนียงกลาง (จีน: 觀音; พินอิน: Guān Yīn; อังกฤษ: Guan Yin)

พระโพธิสัตว์ ของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เป็นองค์เดียวกันกับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ในภาษาสันสกฤต ซึ่งมีต้นกำเนิดจากพระสูตรมหายานในอินเดีย และได้ผสมผสานกับตำนานเรื่องพระธิดาเมี่ยวซ่าน ซึ่งเป็นความเชื่อพื้นถิ่นดั้งเดิมของจีนจนก่อให้เกิดเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิมในภาคสตรีขึ้น เพื่อแสดงออกถึงความอ่อนโยน และแสดงถึงความเมตตากรุณาให้เด่นชัดยิ่งขึ้นดังเช่นความรักของมารดาที่มีต่อบุตร ซึ่งเป็นการผสมผสานกลมกลืนทางความเชื่อที่ปราศจากข้อขัดแย้ง เนื่องจากในสัทธรรมปุณฑรีกสูตรได้อธิบายว่า พระอวโลกิเตศวรนั้นสามารถแบ่งภาคเพื่อโปรดสรรพสัตว์ได้มากมายทั้งปางบุรุษและสตรี และเป็นธรรมดาของพระโพธิสัตว์มหายานที่เมื่อเข้าไปสู่ดินแดนอื่นทั้งทิเบต จีน หรือญี่ปุ่น ย่อมผสมผสานกลมกลืนได้กับเทพท้องถิ่นนั้น ๆ อย่างในกรณีพระอวโลกิเตศวรนี้ Sir Charles Eliot ได้ตั้งข้อสังเกตว่า "คงเนื่องมาจากความสับสนทางความคิดของชาวจีนในยุคนั้น ซึ่งบูชาเทพเจ้าต่าง ๆ ของตนอยู่แล้ว และเมี่ยวซ่านก็เป็นเทพวีรชนดั้งเดิมอยู่ก่อน พออารยธรรมพระโพธิสัตว์จากอินเดียแผ่เข้าไปถึง ได้เกิดการผสานทางวัฒนธรรมเปลี่ยนชื่อเสียงคงไว้เพียงแต่คุณลักษณะต่าง ๆ พอให้แยกออกว่าเป็นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์"



พระโพธิสัตว์กวนอิมในตำนานฝ่ายจีน

พระโพธิสัตว์กวนอิม (ประสูติ 19 เดือนยี่จีน) ชาติสุดท้ายเป็น ราชธิดานาม เมี่ยวซ่าน เดิมเป็นเทพธิดา จุติลงมายังโลกมนุษย์เพื่อมาช่วยปลดเปลื้องทุกข์ภัยแก่มวลมนุษย์ เป็นราชธิดาองค์สุดท้ายของกษัตริย์ เมี่ยวจวง ซึ่งมีราชธิดา 3 องค์ องค์โตชื่อ เมี่ยวอิม องค์รองชื่อ เมี่ยวหยวน เยาว์วัยเป็นพุทธมามกะ รู้แจ้งในหลักธรรมลึกซึ้ง ตั้งพระทัยแน่วแน่จะบำเพ็ญภาวนา เพื่อหลุดพ้นสังสารวัฏ ออกบวชวันที่ 19 เดือน 9 พระเจ้าเมี่ยวจวงไม่เห็นด้วย จะบังคับให้เลือกราชบุตรเขย เพื่อจะได้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อไป แต่เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านไม่สนพระทัยเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ อันจอมปลอม แม้จะถูกพระบิดาดุด่าอย่างไร องค์หญิงก็ไม่เคยนึกโกรธเคืองแต่อย่างใด

ต่อมาองค์หญิงสามได้ถูกขับไปทำงานหนักในสวนดอกไม้ เช่น หาบน้ำ ปลูกดอกไม้ ทั้งนี้เพื่อทรมานให้เปลี่ยนความตั้งใจ แต่ก็มีเหล่ารุกขเทวดามาช่วยทำแทนให้ทั้งหมด พระบิดาเมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล จึงรับสั่งให้หัวหน้าแม่ชี นำองค์หญิงสามไปอยู่ที่วัดนกยูงขาว และให้เอางานของแม่ชีทั้งวัดมอบให้องค์หญิงทำคนเดียว แต่องค์หญิงมีพระทัยเด็ดเดี่ยว ไม่เกี่ยงงานการต่างๆ ก็มีเหล่าเทพารักษ์มาช่วยทำแทนให้อีก พระเจ้าเมี่ยวจวงเข้าพระทัยว่า พวกแม่ชีไม่กล้าเคี่ยวเข็ญใช้งานหนัก ก็ยิ่งทรงกริ้วหนักขึ้น สั่งให้ทหารเผาวัดนกยูงขาวจนวอดเป็นจุณไป พร้อมกับพวกแม่ชีทั้งวัด มีแต่เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านเท่านั้นที่ปลอดภัยรอดชีวิตมาได้

พระเจ้าเมี่ยวจวงทรงทราบดังนั้น จึงรับสั่งให้นำตัวราชธิดาไปประหารชีวิต เทพารักษ์คอยคุ้มครองเจ้าหญิงอยู่ โดยเนรมิตทองทิพย์เป็นเกราะห่อหุ้มตัว คมดาบของนายทหารจึงไม่อาจระคายพระวรกาย ดาบหักถึง 3 ครั้ง 3 ครา พระบิดาทรงกริ้วยิ่งนัก โดยเข้าพระทัยว่านายทหารไม่กล้าประหารจริง จึงให้ประหารนายทหารแทน แล้วรับสั่งให้จับเจ้าหญิงไปแขวนคอ ทว่าผ้าแพรที่แขวนคอก็ขาดสะบั้นลงอีก

ทันใดนั้นปรากฏมีเสือเทวดาตัวหนึ่งได้นำเจ้าหญิงขึ้นพาดหลังแล้วเผ่นหนีไปที่เขาเซียงซัน ต่อมา เทพไท่ไป๋ได้แปลงร่างเป็นชายชรามาโปรดเจ้าหญิง ชี้แนะเคล็ดวิธีการบำเพ็ญเพียรเครื่องดับทุกข์ จนสามารถบรรลุมรรคผลสำเร็จธรรม วันที่ 19 เดือน 6 ข้างฝ่ายพระบิดาเข้าพระทัยว่า เจ้าหญิงถูกเสือคาบไปกินเสียแล้ว จึงไม่ได้ติดใจตามราวีอีก

ต่อมาไม่นานบาปกรรมที่พระองค์ก่อไว้ส่งผล เกิดป่วยด้วยโรคร้ายแรง ไม่มียารักษาให้หายได้ เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านได้ทรงทราบด้วยญาณวิถีว่า พระบิดากำลังประสบเคราะห์กรรมอย่างหนัก ด้วยความกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศ มิได้ถือโทษโกรธการกระทำพระบิดาแม้แต่น้อย ทรงได้สละดวงตาและแขนสองข้าง เพื่อรักษาพระบิดาจนหายจากโรคร้าย ว่ากันว่า ภายหลังสำเร็จอรหันต์ ได้ดวงตาและพระกรคืน เคยแสดงปาฏิหาริย์เป็นปางกวนอิมพันมือ องค์หญิงเมี่ยวซ่านนั้น ตอนแรกเป็นชาวพุทธ ตอนหลังเทพไท่ไป๋ได้มาโปรด ชี้แนะหนทางดับทุกข์ เหตุนี้พระโพธิสัตว์กวนอิมจึงเป็นเทพทั้งฝ่ายพุทธและฝ่ายเต๋าในเวลาเดียวกัน




โต๊ะทำงานของผู้บริหารตามหลักฮวงจุ้ย

มาถึงเรื่องการวางโต๊ะทำงานของผู้บริหารตามหลักฮวงจุ้ยจึง ซึ่งมีสิ่งที่ควรทำและไม่ ควรทำดังนี้ครับ
  1.  ด้านหลังของผู้บริหาร คือทิศของเต่าดำ จึงต้องหนักแน่นมั่นคง ควรเป็นกำแพงที่แน่นหนา ไม่ควรเป็นกระจกหรือหน้าต่างบานใหญ่ ถ้ามีรูปภาพติดผนังควรเป็นรูปที่แสดง ถึงความมั่นคง เช่น ภูเขา เป็นต้น
  2. การวางโต๊ะของผู้บริหารควรวางใน ลักษณะทแยงมุมกับประตูห้อง ไม่ว่าจะหันโต๊ะไปในทางไหนก็ตาม เราะตำแหน่งนี้สามารถมองเห็นผู้มาเยือนได้อย่างชัดเจน
  3. การวางโต๊ะผู้บริหารในลักษณะทแยงกับห้องทำให้เกิดลักษณะมงคลของรูปปากัว ซึ่งจะส่งผลให้กิจการประสบความสำเร็จ
  4. ห้ามวางโต๊ะทำงานของผู้บริหารตรงกับประตูทางเข้าออกของห้อง เพราะจะได้รับผล ร้ายจากพลังชี่พิฆาต และการหันหลังให้ประตูคือการเรียกหาความเดือดร้อน จะพบแต่อุปสรรคหรือภัย พิบัติ หากฝ่าฝืนกิจการค้าจะไม่เจริญรุ่งเรือง ทำให้ผู้บริหารจะประสบความล้มเหลวได้ง่าย
  5. โต๊ะทำงานผู้บริหารไม่ควรหันหลังให้กับประตูทางเข้า เพราะตำแหน่งด้านหลังของผู้บริหารเป็นตำแหน่งประธาน ถ้าด้านหลังโหว่ย่อมส่งผลให้ขาดผู้สนับสนุนช่วยเหลือ ทำให้ผู้บริหารล้มเหลวขาดซึ่งบารมี
  6. การจัดวางตำแหน่งโต๊ะของผู้บริหารต้องเลือกทิศที่ไม่มาพิฆาตผู้นั่ง เช่น เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นสิ่งแหลมคม ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรแก้ เคล็ดด้วยการปิดม่าน
  7. ในกรณีที่ผู้บริหารต้องนั่งรวมกับพนักงานในห้องเดียวกัน ตำแหน่งของโต๊ะผู้บริหารต้องอยู่ด้านหลังของพนักงานเสมอ และขนาดของโต๊ะของผู้บริหารต้องใหญ่กว่าโต๊ะของพนักงานเพื่อสร้างความแตกต่าง
  8. ในกรณีที่ผู้บริหารต้องนั่งรวมกับ พนักงานในห้องเดียวกัน ผู้บริหารไม่ควรนั่งหันประจันหน้ากันกับโต๊ะพนักงาน เพราะจะสร้างแรงกดดัน ให้เกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย
  9. ถ้าสำนักงานมีลักษณะเป็นพื้นที่เปิดโล่ง ห้องผู้บริหารควรมีฉากกั้นเป็นห้องแยกเป้นสัดส่วน ไม่ควรอยู่ปะปนกับพนักงาน ทั่วไป เพราะจะส่งผลให้ผู้บริหารไม่ได้รับความสนจากพนักงานเท่าที่ควร และในกรณีที่ผู้บริหารมีตำแหน่งหน้าที่ในระดับเดียวกันก็ควรจัดห้องและโต๊ะ ทำงานให้อยูในระดับเดียวกันด้วย
  10. นอกจากนั้นถ้าผู้บริหารสูงสุดนั่งอยู่ในห้องรวมดังในข้อ 8. ควรกั้นห้องของผู้บริหารสูงสุดแยกออกจากกันเป็นต่างหากเพื่อให้เห็นเด่นชัด และควรอยู่ในตำแหน่งด้านในสุดของห้อง เพื่อสร้างลักษณะของตำแหน่งประธารให้ชัดเจน
  11. โต๊ะทำงานผู้บริหารไม่ควรวางอยู่ในตำแหน่งที่ตรงเหลี่ยมมุมของเสาห้องที่ พุ่งมายังโต๊ะ ไม่ว่าด้านหน้าหรือด้านหลัง เพราะเป็นตำแหน่งชี่พิฆาตโดยตรง
  12. การวางโต๊ะทำงานจะต้องเลือกทิศที่ไม่มาพิฆาตผู้นั่ง ( รายละเอียดดูเพิ่มเติมในบทความเรื่อง การตั้งโต๊ะทำงานผู้บริหารตามหลักฮวงจุ้ยสำนักเข็มทิศ )
  13. ด้านหลังของโต๊ะทำงานของผู้บริหารไม่ควรจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถ้าจะมีควรวางอยู่ในตำแหน่งด้านข้างจึงจะถือว่าดี และควรหมั่นดูแลอยู่เสมอ อย่าให้ขาด เพราะการสักการบูชาอยู่เสมอย่อมเป็นมงคลแก่ชีวิต ผู้บริหารที่มีสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์แล้วปล่อยปละละเลยไม่ดูแลเอาใจใส่ย่อมทำให้กิจการนั้นขาดซึ่ง บารมี
 

 

หลักของฮ้วงจุ้ย

สวัสดีวันอังคารนะครับ วันทำงานในสัปดาห์ครับ
สำหรับเรื่องน่ารู้วันนี้ ขอเสนอเรื่อง ปัจจัย 9 ประการ ของทำเลที่ดี เอาใจผู้ประกอบธุรกิจครับ
  1. ทำเลนั้น ต้องสร้างได้ หมายถึง เป็นที่ผลิตสินค้า หรือ เป็นที่พักผ่อน นอนหลับได้ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นเรามีร้านค้าขาย ก็ควรผลิตสินค้าในพื้นที่ร้านนั้นๆ ได้ ถ้าหากทำไม่ได้ เราก้ต้องจัดให้มีมุมพักผ่อน งีบหลับได้บ้าง อันนี้ ถือว่าสะสมปราณได้
  2. ทำเลนั้น ต้องมีคน ผ่านไปมา ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ทางใดทางหนึ่งเป็นอย่างน้อย เพื่อให้ปราณที่สะสมไว้ไหลไปได้ อันนี้ นำไปใช้จริงๆ ก็ดูพื้นที่มีคนเดินผ่านบ้าง ถ้าคนไม่เดินผ่านเลย เจ๊งแน่ เช่นหลายคนมีไอเดียเปิดร้านเสริมความงามแบบสปาบนภูเขา ตั้งอยู่ในพื้นที่ๆไม่มีใครผ่านไปมา นอกจากตั้งใจขับรถขึ้นเขามาสปา อันนี้ ถือเป็นทำเลที่คน:)ไปไม่ผ่าน เสี่ยงเจ๊งเป็นที่สุด
  3. ทำเลนั้น ต้องมีเพื่อนบ้าน ทำการค้าอยู่บ้าง หรือ มีที่อยู่อาศัยอยู่ในละแวกด้วย เพื่อให้กระแสปราณสามารถทวนกลับได้หลายรอบชั้น แปลเข้าใจง่ายๆ ก็คือ อยู่ในที่ชุมชนที่คนเขาอยู่กัน อย่าไปอยู่ไกลผู้คน
  4. ทำเลนั้น ต้องมีสีแดงเข้ม แปลเข้าใจง่าย คือ ต้องมีคนในสายเลือด ญาติ พี่น้อง พักอาศัยหรือทำการค้าอยู่ในละแวกด้วย เพื่อให้ปราณที่ถดถอยของเรา ถูกฟื้นฟูจากปราณของญาติ ตรงนี้ ลองดูตัวอย่าง ธุรกิจที่เครือญาติทำกันช่วยกันอย่างรักใคร่ จะมีกิจการที่มั่นคงมาก และ มักจะไม่ขยายทำเลไปไกลกันนัก ยังคงปักหลักสยายปีกธุรกิจต่อไป ในเชิงกว้าง
  5. ทำเลนั้น ต้องสงเคราะห์ได้ แปลว่า ต้องสามารถจ้างงานได้ มีคนทำงานให้เรา มีคนว่างงาน คนหางาน สามารถเข้ามาช่วยเราทำงานได้ เพื่อให้เราเติบโตได้ ปกครองได้ สงเคราะห์ได้
  6. ทำเลนั้น แผ่นดินต้องสั่นสะเทือน หมายถึง มีการเปิดๆ ปิดๆ ของร้านค้า อยู่ตลอดเวลา ร้านนี้มาทำการค้า เห็นอยู่ไม่นาน ก็เจ๊งเลิกไป ร้านใหม่มา ทำธุรกิจอีกอย่าง อยู่ได้ นานหน่อย แต่สุดท้ายก็เลิก เปลี่ยนอีก อะไรแบบนี้ เพราะพลังธาตุลักษณะนี้ จะมีจังหวะเสริมและจังหวะเสื่อมที่ดี คือมีความหมุนไปเรื่อยๆ หากเข้าจับจังหวะที่ดี ก็จะร่ำรวยได้ เรื่องจังหวะนี้ เป็นเรื่องสำคัญทีเดียวครับ ในวิชาดวงขุมทรัพย์ของเรา เน้นสอนเรื่องนี้โดยเฉพาะ ว่าตอนไหนเดือนไหน ควรทำอะไร เดินเกมธุรกิจอย่างไร ตามแผนที่ดวง ตามจังหวะชีวิตของตัวเราเอง
  7. ทำเลนั้น ต้องรวมได้ อันนี้ดูเข้าใจง่ายขึ้นนิด คือทำเลนั้น ต้องสามารถขยายร้าน หรือ ซื้อพื้นที่ด้านข้างซ้ายขวาออกไปอีกได้ รวมกำลังให้กิจการใหญ่โตขึ้นได้ 
  8. ทำเลนั้น ต้องพร้อมจะตาย อันนี้ ฟังดูน่ากลัวนะครับ แต่ไม่ต้องกังวล ความหมายของมันคือ พร้อมที่จะตัดพื้นที่บางส่วนออก ที่ไม่ใช้ ปล่อยเช่า หรือ ตัดขายออกไป แบบนี้ ทำเลที่ดีจะต้องรักษาแกนพื้นที่หลักไว้ได้ หากจำเป็นก็สามารถตัดพื้นที่เสริมออกได้ด้วย
  9. ทำเลนั้น จะต้องใกล้กับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อสะสมรับพลังปราณบริสุทธิ์ ที่หาจากมนุษย์ และ :)ไม่ได้ นั้นคือ บุญกุศล และ รังสีดีๆ ของเหล่าเทวดาที่มาออรวมกันอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ใกล้นี้ไม่ต้องถึงกับ บ้านติดกัน เอาเป็นเป็นช่วงเวลา ๑ ทวาร (3 ชั่วโมง) เราสามารถเดินทางไปถึงได้ ก็ถือว่าโอเคแล้ว แต่ถ้าได้ใกล้มากๆ ก็ยิ่งดี
 

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

เทคนิคการดูหยกว่าแท้หรือไม่?

เทคนิคการดูหยกว่าแท้หรือไม่?
เมื่อหยกได้รับความนิยมมากขึ้นและราคาแพงมากทุกวัน เมื่อความต้องการมากกว่าของที่มีจึงเกิดการทำ หยกปลอมขึ้นมาหลอกขาย และมีขบวนการทางวิยาศาสตร์เข้าช่วย จากการที่ได้ศึกษาและหาข้อูลจากแหล่งต่างๆ เลยเก็บความรู้เรื่องเทคนิคการดูหยกว่าแท้หรือเทียมมาเล่าสู่กันฟัง
หยกเป็นหินชนิดหนึ่งมีหลายสีที่นิยมคือ สีเขียว มีคุณสมบัติที่ดีในหลายๆด้าน คนจีนจะนิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ ภาชนะต่างๆ เครื่องรางเพื่อป้องกันตัวและแกะสลักเป็นรูปวัตถุมงคลต่างๆ เช่น ปีเซียะ กิเลน สิงโต พระพุทธรูป เจ้าแม่กวนอิม กำไล แหวน สร้อยคอ ฯลฯ

หยกได้ชื่อว่าเป็นอัญมณีจากสวรรค์ เชื่อว่าหยกมีพลังเร้นลับสามารถผลักดันความเป็นศิริมงคลมาให้แก่ผู้บูชา ซึ่งสืบทอดความเชื่อนี้มาแต่โบราณ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ประมาณ 7000 ปีมาแล้ว ผู้ใช้จะรู้สึกได้ของพลังงานของหยก
    
ในสมัยพระนางซูสีไทเฮา ก็ได้ทำชุดหยกขึ้นไว้เตรียมใส่ในวันสวรรคต  เพราะเชื่อว่าหยกนั้นจะได้รักษาร่างกายไม่ให้เน่าเปื่อยเนื่องจากหยกจะดูดซับความเย็นเอาไว้ ชุดหยกที่พระนางซูสีไทเฮาใส่นั้น มีทั้งหมวกคลุมศีรษะ ชุดทั้งตัว มีถุงมือ รองเท้าด้วย ซึ่งตอนนี้ชุดหยกได้แสดงไว้ที่กรุงปักกิ่งในร้านหยก        

ชนิดของหยก

         แบ่งหยกเป็น 2 ชนิด คือ เจไดต์ และ เนไฟรด์ ซึ่งหยกมีความแข็งแกร่ง เนื้อละเอียดสวยงาม เหมาะสำหรับแกะสลักเป็นรูปต่างๆ เช่น เนไฟรด์ในโบราณนิยมนำมาแกะเป็นอาวุธและแกะเป็นรูปมังกร ถือว่าเป็นเครื่องนำโชค ได้มีการพบหยกเจไดต์จากแคว้นคะฉิ่นในพม่าตอนเหนือติดกับจีน หยกเจไดต์มีหลายสีคือ เขียว ม่วงลาเวนเดอร์  ชมพู ฟ้า สีส้มอมเหลือง ขาว แดง น้ำตาล ดำ  ที่นิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ คือหยกเจไดต์สีเขียวมรกตที่เราเรียกว่า หยกจักพรรดิ์ ที่งดงามที่สุดเม็ดเดียวมีราคาหลายร้อยล้านบาท

หยกมีหลายชนิดแบ่งเป็น 3 เกรดที่พบทั่วไป
 
  1. หยก A   หรือหยกธรรมชาติหรือหยกที่เจียระไนเป็นรูปต่างๆเสร็จแล้วขัดด้วยเที่ยนไข ไม่มีการตกแต่งวัสดุหรือสีเข้าไปในเนื้อหยก หยกสีธรรมชาติที่สวยและคุณภาพสูงหาได้ยากมาก ถึงมากที่สุด ราคาก็สุดยอดตามไปด้วย 
  2. หยก B หรือหยกเคลือบด้วยพลาสติก หรือเรียกว่าหยกที่อาบน้ำ โดยนำหินหยกไปแช่น้ำกรดไฮโดรคลอลิค เพื่อกัดเอาสนิมโลหะและสิ่งสกปรกในเนื้อหยกออกจนหมด แล้วนำไปชุบสารละลายพลาสติกแข็ง สารละลายพลาสติกจะซึมเข้าไปในเนื้อหยกและเคลือบผิว ทำให้หยกคืนสภาพ ดูสดใสเหมือนหยกที่มีคุณภาพสูงเนื้อแก้วซึ่งคนทั่วไปแยกไม่ได้ เพราะเหมือนหยกธรรมชาติมาก ทุกวันนี้หยกที่ขายทั่วไป 90% เป็นหยก B หยก A มีราคา หนึ่งแสนบาท หยก B จะอยู่ที่ 100-1000 บาท เท่านั้นแต่พลังงานต่างๆ ก็ลดลงไปด้วย ใส่โชว์อย่างเดียว 
  3. หยก C  คือหยก B ที่ใส่สีหรือย้อมสีเข้าไป เช่น สีเขี่ยว ม่วงแดง เป็นต้น
 
คุณสมบัติพิเศษของหยก
 
เป็นความเชื่อว่าหยกมีอำนาจวิเศษคอยปกป้องผู้สวมใส่จากอันตราย เหตุนี้ฮ่องเต้จีน จึงทรงโปรดหยกเป็นพิเศษ หยกยังคงเป็นที่นิยมและมักสวมใส่ตลอดชีวิตของคนๆหนึ่ง (เรามักจะเห็นคนจีนสูงอายุใส่กำไลหยกแล้วไม่ถอดเลย ถ้าหยกสีขุ่นแสดงว่าสุขภาพไม่ดี ถ้าแตกหรือร้าวจะบอกเหตุร้ายที่จะเกิด
 
คุณภาพที่ดีต้องเนื้อมีความโปร่งใส และมีความเย็น ไม่ใช่เย็นแบบน้ำแข็งนะครับ แต่เย็นแบบรู้สึกได้ ในอุณหภูมิทั่วไปที่ค่อนข้างเย็นแบบเมื่องหนาว อากาศบ้านเราไม่ค่อยเหมาะทดสอบหยกหลอกเพราะมันร้อน แต่ในห้องแอร์จะทดสอบได้นะจ๊ะ 

คนมักคิดว่าหยกต้องสีเขียว แต่จริงๆ แล้วหยกมีหลายสี เช่น สีม่วง แดง ดำ ขาว ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกันไปอย่างน่าทึ่ง

              
 
วิธีทดสอบหยก ที่สมัยนี้ใช้ไม่ค่อยได้ผมแล้ว มักจะต้องอาศัยการดู การเห็น การสัมผัส มากๆๆๆ เหมือนการดูพระเครื่อง เห็นก็จำได้หมายรู้ แต่ก็รู้ใว้ใช่ว่า พอจะมีประโยชน์ได้บ้าง
 
  1. ใช้วิธีง่ายๆ คือนำหยกมาเคาะกันดู จะเห็นว่าถ้าเป็นหยกแท้นั้น เสียงจะกังวานใส ของปลอมเสี่ยงจะไม่ใส แต่แก้วเนื้อดีก็ใสเหมือนกัน 
  2. จับหยกขึ้นมาไว้ในมือสักครู่ ดูว่าเย็นหรือไม่ ธรรมชาติของหยกจะมีความเย็นในตัว ขวดน้ำ แก้วใส่เนื้อดี เหล็กโลหะก็เย็น ก็ต้องได้ผ่านตาสัมผัสของจริงมาแล้วถึงจะแยกได้ครับ
  3. นำขึ้นส่องไฟดู ถ้าหยกแท้จะใสมองทะลุได้ ถ้าของปลอมจะขุ่นมองเห็นเป็นสีทึบ หยกสีทึมก็มีแต่เนื้อเป็นน้ำมัน ใสปิ้งก็แก้วเนื้อดีนี่ใง
  4. ลองนำหยกไปขูดกระจกดู  เพราะหยกมีความแข็งสามารถใช้ขูดบนกระจกให้เป็นรอยได้ หินกากเพชร ที่ตัดกระจกก็ทำกระจกเป็นรอยได้ เพราะกระจกเดียวนี้มีหลายเกรด เขาเอากระจกเกรดต่ำๆๆๆ มาขุดให้ดูเราจะเชื่อได้อย่างไร และควรให้เจ้าของทำให้ดู เพราะหากเราทำเองก็จะได้ของปลอมราคาแพง เพราะทำของเขาเป็นรอย            
 
ดังนั้นก่อนซื้อหยกครั้งต่อไปหรือนำหยกที่มีอยู่มาลองทดสอบด้วยวิธีง่ายๆ ดูนะคะ และควรไปเข้าร่วมงานจัดแสดงโชว์ อย่าเชื่อคนขาย เพื่อน และใครก็ตามหากเราไม่มีความรู้เลยได้ของปลอมชัวร์ แม้เครื่องมือ เอกสารใบ Cer ก็มีราคาทั้งนั้น
 
 


 

สนใจสินค้าราคาถูกๆๆๆๆ


 

การปรับปรุงคุณภาพหยก

การปรับปรุงคุณภาพหยกเพื่อให้ได้สีสรรสวยงามและเนื้อดูดีขึ้นกว่าเดิมตามธรรมชาย
  1. หยกที่ไม่ได้ผ่านการปรับปรุงคุณภาพใดๆ เรียกว่า A jade หรือ untreated jadeite
  2. หยกเจไดต์ที่สีไม่สวยและค่อนข้างโปร่งแสง อาจถูกนำมากัด (bleach) เพื่อเอาหินแร่สีน้ำตาลหรือดำออก แต่จะทำให้โครงสร้างของหยกกร่อนลง จึงต้องอัดด้วยเรซิน (resin) หรือแวกซ์ (wax) ลงไป เรียกหยกที่ผ่านกระบวนการเหล่านี้ว่า B jade (จากคำว่า 'bleached')
  3. หยกเจไดต์ที่มีสีซีดอาจนำมาย้อมให้สีเข้มขึ้น เรียกหยกที่ผ่านกระบวนการนี้ว่า C jade ซึ่งสีที่ย้อมเหล่านี้สามารถซีดลงได้
  4. หยกเจไดต์ที่ผ่านทั้งกระบวนการอัดด้วยเรซินและการย้อมสี เรียกว่า B+C jade
 
 
สนใจสินค้าราคาถูกๆๆๆๆ


หยก (Jade)



หยก (Jade) คือชื่อที่ใช้เรียกหินซึ่งเป็นอัญมณี ที่มีค่ามากชนิดหนึ่ง ชนชาวจีนถือว่าหยกเป็นเจ้าแห่งหินมีค่าทั้งมวล
 
ในอดีตเข้าใจกันว่าหยกมีเพียงชนิดเดียว ต่อมาเมื่อมนุษย์มีความรู้ทางด้านเคมีมากขึ้น จึงสามารถแยกหยกได้เป็น 2 ชนิด คือ
  1.  เจไดต์ (Jadeite) มีองค์ประกอบทางเคมีเป็นโซเดียมอะลูมิเนียมซิลิเกต (NaAl(SiO3)2, Sodium aluminium silicate) มักมีสีเขียวเข้มสดกว่าเนฟไฟรต์ จัดเป็นหยกชนิดคุณภาพดี อยู่ในระบบผลึกแบบหนึ่งแกนเอียง โดยธรรมชาติมักพบเป็นก้อนเนื้อแน่นประกอบด้วยผลึกขนาดเล็กๆ อยู่รวมกัน มีความวาวตั้งแต่แบบแก้วจนถึงแบบน้ำมัน หยกเจไดต์มีความแข็ง 6.5-7 มีสีในเนื้อพลอยเฉพาะตัว และมักไม่สม่ำเสมอ มีสีเข้มและจางของแต่ละผลึกรวมกันอยู่ โดยเฉพาะในก้อนจะมีลักษณะเป็นหย่อมสี พบว่าเกิดอยู่ในหินเซอร์เพนทีน ที่ได้จากการแปรสภาพของหินอัคนีชนิดที่มีแร่ดอลีวีนอยู่มาก หรือมีโซเดียมอยู่มาก
  2.  เนฟไฟรต์ (Nephrite) มีองค์ประกอบทางเคมีเป็นแคลเซียมแมกนีเซียมซิลิเกต (Calcium magnesium silicate) อยู่ในระบบผลึกหนึ่งแก่นเอียง โดยธรรมชาติมักพบเกิดเป็นผลึกกลุ่มที่มีขนาดเล้กรุปเส้นใยเดียวกัน หยกเนฟไฟรต์มีความแข็ง 6-6.5 มีความวาวแบบแก้วถึงน้ำมัน สีมีความเฉพาะตัวเหมือนหยกเจไดส์ แต่มีสีเข้มไม่เท่า และมีสีมืดมากกว่า พบว่าเกิดจากหินเดิมที่มีธาตุแมกนีเซียมแปรสภาพด้วยความร้อน






 
สนใจสินค้าราคาถูกๆๆๆๆ